ข้าวกล่องที่ส่งโดยเด็กที่ไม่จบชั้นมัธยม

 

ข้าวกล่องจำนวนถึง 60,000-70,000 กล่องของบริษัท Tamagoya ถูกผลิตและส่งถึงมือลูกค้าทุกวัน โดยแต่ละวันมีข้าวกล่องที่ขายไม่ออกน้อยกว่า 50 กล่องหรือคิดเป็นเปอร์เซ็นต์เพียงไม่ถึง 1% เท่านั้น ผู้ก่อตั้งบริษัท คุณซูกาฮาระ กล่าวว่า เขาไม่ได้ใช้ระบบการคำนวณออเดอร์ที่ทันสมัยแต่อย่างใด แต่อาศัยเพียงข้อมูลการวิเคราะห์ตลาดและการคาดการณ์ล่วงหน้าจากพนักงานขับรถส่งข้าวกล่อง ซึ่งส่วนมากเป็นคนที่เรียนไม่จบชั้นมัธยมศึกษา และในจำนวนนั้นยังมีหลายคนที่เคยโดนจับด้วยคดีต่างๆ ตั้งแต่เป็นวัยรุ่น! 
 
ข้าวกล่องเหล่านี้ถูกบรรจุลงในภาชนะที่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ คนขับรถจึงต้องไปรับภาชนะคืนจากลูกค้าช่วงบ่ายสองโมงของทุกวัน 
 
ช่วงดังกล่าวจึงกลายเป็นช่วงเวลาสำคัญที่คนขับจะทำการวิเคราะห์ว่าอาหารประเภทใดที่ลูกค้าชอบหรือไม่ชอบจากการสังเกตภาชนะที่เก็บคืนและการพูดคุยกับลูกค้า เช่น ลูกค้าอาจแจ้งว่าพรุ่งนี้จะมีประชุมใหญ่ จึงต้องการข้าวกล่องเพิ่มมากขึ้น หรือพรุ่งนี้จะมีงานนิทรรศการนอกสถานที่ พนักงานส่วนใหญ่จะไม่อยู่ออฟฟิศ เป็นต้น 
 
คนขับยังต้องใช้ประสบการณ์ในอดีต ของตัวเองประเมินว่าอาหารอะไร และจำนวนเท่าไรที่ลูกค้าจะสั่งในช่วงวันที่แตกต่างกันในสัปดาห์ ช่วงที่แตกต่างกันของเดือนหรือฤดูกาลที่แตกต่างของปี เช่น ลูกค้าจะสั่งอาหารมากขึ้นในช่วงฤดูฝน วันที่อากาศร้อนมากหรือหนาวมาก และลูกค้าจะสั่งน้อยลงในวันที่อากาศดี วันเงินเดือนออก หรือวันทำงานระหว่างสัปดาห์ที่ถูกขนาบด้วยวันหยุด เป็นต้น 

 
คนขับจะวิเคราะห์ข้อมูลและทำการคาดการณ์ว่าเมนูไหนที่ลูกค้าจะสั่งในวันถัดไป และจะกลับมาคุยกับผู้จัดการสาขาถึงการวิเคราะห์ของตัวเองในทุกเย็น ข้อมูลที่ได้จากการคุยกันนี้จะถูกส่งไปที่บริษัทเพื่อวางแผนการผลิตในวันถัดไป 
 
พนักงานขับรถส่งข้าวกล่องของทามาโกยะจะทำงานกันเป็นทีม ทีมละ 7-8 คน ส่วนมากเป็นคนที่เรียนไม่จบชั้นมัธยม และหลายคนในจำนั้นยังเป็นเด็กเกเรที่เคยโดนจับด้วยคดีต่างๆ ตั้งแต่เป็นวัยรุ่น ซูกาฮาระเองก็เป็นคนที่เรียนไม่จบมัธยมแต่เขาเชื่อมั่นว่าวิธีบริหารของเขาช่วยสร้างแรงกระตุ้นพนักงานที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวให้เกิดความรับผิดชอบ และนี่เป็นปัจจัยที่บริษัทเจริญเติบโตและมีผลประกอบการที่ดี 
 
ซูกาฮาระคิดว่าเด็กที่เคยเกเรเหล่านี้ มีข้อดีแตกต่างจาก เด็กเรียนเก่งทั้งหลาย หากสามารถนำจุดแข็งมาใช้ให้เป็นประโยชน์ ได้แก่ 

1) รักอิสระ


เด็กที่เคยเกเรเหล่านี้ไม่ต้องการที่จะถูกควบคุม ต่างจากเด็กเรียนดีมักเชื่อฟังกฎเกณฑ์ที่พ่อแม่หรือโรงเรียนบอกให้ทำ ดังนั้นเมื่อพวกเขาได้ทำงานที่เขาสามารถเลือกเส้นทางส่งข้าวและเลือกลูกค้าเองได้ รวมทั้งค่าตอบแทนที่ได้ก็ขึ้นอยู่กับความสามารถล้วนๆ พนักงานเหล่านี้จึงรู้สึกว่า ไม่ได้โดนควบคุมแต่เป็นการทำงานโดยสมัครใจ 

2) ไหวพริบดี
 
การแหกกฎต่างๆ ตั้งแต่เด็กทำให้พวกเขาได้ฝึกความสามารถในการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า จึงสามารถเอาตัวรอดได้อย่างดีเยี่ยม พวกเขาเหล่านี้จึงเรียนรู้เส้นทางขับรถที่ซับซ้อนในการส่งข้าวกล่อง เรียนรู้ความต้องการของลูกค้าได้เร็ว และคิดหาทางแก้ปัญหาต่างๆ ที่หน้างานได้อย่างยอดเยี่ยม 

3) ไม่คาดหวังสิ่งที่ดีเลิศ 
 
เด็กเรียนดีหลายคนมักจะพร่ำบ่นสภาพแวดล้อมการทำงานที่ไม่ถูกใจอยู่เสมอๆ นั่นเพราะพวกเขาไม่เคยเผชิญอุปสรรคหรือสิ่งที่ไม่สบอารมณ์ในชีวิตมากนัก ต่างจากเด็กเกเรทั้งหลายที่เผชิญกับชีวิตลุ่มๆ ดอนๆ ตั้งแต่วัยรุ่น พวกเขาจึงไม่ได้คาดหวังถึงสิ่งที่ดีเลิศ เมื่อเกิดปัญหาและอุปสรรคพวกเขาเผชิญหน้าอย่างกล้าหาญและไม่ยอมแพ้ง่ายๆเพราะความไม่ได้ดั่งใจดูจะเป็นความเคยชินที่เกิดขึ้นในชีวิตบ่อยๆ 

4) คำชมเพียงเล็กน้อยเป็นกำลังใจที่ดีเยี่ยม 
 

แน่นอนว่าเด็กเคยเกเรเหล่านี้มักจะได้ยินแต่คำต่อว่า หรือแม้แต่ก่นด่าจากพ่อแม่และครูถึงความประพฤติที่เหลวไหล และอาจไม่เคยได้รับคำชมสักครั้งตั้งแต่เกิดมา ดังนั้น เมื่อเขาได้รับคำชมคำขอบคุณเล็กน้อยจากลูกค้าที่รับข้าวกล่องไป พวกเขาจะรู้สึกดีใจมาก 

5) พยายามจะมีชีวิตที่ดีขึ้น 
 
การได้โอกาสในการทำงานเปรียบเสมือนการมอบแสงสว่างในชีวิตให้พวกเขาอีกครั้ง พวกเขาจึงรู้สึกถึงหน้าที่ความรับผิดชอบต่อลูกค้า ชุมชน ผู้จัดการสาขา และโดยเฉพาะซีอีโอที่ให้โอกาสพวกเขาได้เริ่มต้นชีวิตใหม่อีกครั้ง 
 
พวกเขาเชื่อมั่นว่าจะต้องประสบความสำเร็จแบบที่คุณซูกาฮาระทำได้ การบริหารคนของซูกาฮาระแสดงให้เห็นว่า การจ้างคนที่เหมาะกับงานจะช่วยสร้างความเจริญเติบโตให้กับธุรกิจ ผู้นำหลายคนคิดแค่ว่าการซื้อตัวคนเก่งๆ มีแรงจูงใจสูงๆ ก็จะสามารถ สร้างผลงานที่ยอดเยี่ยมให้องค์กรได้ 
 
แต่ซูกาฮาระแสดงให้เห็นว่า บริษัทก็สามารถบริหารคนธรรมดาให้กลายเป็นพนักงานที่ดีเยี่ยม จนเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้บริษัทบริษัทพัฒนาได้ค่ะ
 
บทความจาก  Marumura (www.marumura.com)

โดย : admin admin
วันที่ : 16/02/2020